Tuesday, November 07, 2017

INGMAR BERGMAN’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

INGMAR BERGMAN’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

1.THE SILENCE (1963)

2.PERSONA (1966)

3.CRIES AND WHISPERS (1972)

4.THE SEVENTH SEAL (1957)

5.THE VIRGIN SPRING (1960)

6.SUMMER WITH MONIKA (1952)

7.WINTER LIGHT (1962)

8.AUTUMN SONATA (1978

9.THROUGH A GLASS DARKLY (1961

10.SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955)

11.THE MAGICIAN (1958)

12..FROM THE LIFE OF THE MARIONNETTES (1980)

13.AFTER THE REHEARSAL (1984)

14.THE MAGIC FLUTE (1974)


15.THE SERPENT’S EGG (1977)

Wednesday, October 18, 2017

THE LOST VOICE (2017, Jutha Saovabha, A+30)

THE LOST VOICE (2017, Jutha Saovabha, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

1.โครงการทำหนังจากเพลงของ Ryuichi Sakamoto นี่ท่าทางจะดีจริงๆ เพราะมันทำให้ผู้กำกับหนังดีๆที่ดูเหมือนจะหายสาบสูญจากวงการไปแล้ว กลับมาทำหนังกันใหม่ เพราะหลังจากเราได้ดูหนังเรื่อง MALADY OF US ของคุณ Tanakit Kitsanayunyong ที่เคยห่างหายจากวงการไปนานหลายปีแล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง THE LOST VOICE ของคุณจุฑาด้วย และเราก็ดีใจมากๆ เพราะเมื่อ 4 ปีก่อนเราเคยชอบหนังเรื่อง ปฏิรัก หรือ UNCONSCIOUSNESS IN THE TIME OF CRISIS (2013) ของคุณจุฑามากๆ แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราก็แทบไม่ได้ดูหนังของเขาอีกเลย มันก็เลยเหมือนโครงการ Ryuichi Sakamoto นี้ช่วยกระตุ้นให้ “ยอดฝีมือ” หรือ “จอมยุทธ” บางคน ที่ถอนตัวจากยุทธภพ และไม่ได้ใช้วิทยายุทธมานานหลายปี หวนกลับคืนสู่ยุทธภพกันอีกครั้ง 555

2.หนังเรื่องนี้เหมือนแบ่งเป็นสองส่วนอย่างเห็นได้ชัด (เหมือนหนังหลายเรื่องของพี่เจ้ยที่ชอบแบ่งเป็นสองส่วน) โดยส่วนแรกเป็นภาพวิวงดงาม+เสียงบรรยายแนวกวีรำพึงรำพันหน่อยๆ แน่นอนว่าส่วนนี้ทำให้นึกถึงหนังอย่าง THE TREE OF LIFE (2011, Terrence Malick) และส่วนที่สองเป็นฟุตเตจที่บันทีกภาพเหตุการณ์ Bangkok Shutdown ตอนต้นปี 2014 ก่อนเกิดรัฐประหาร

3.ฉากที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือฉากที่ตัดจากส่วนที่หนึ่งเข้าสู่ส่วนที่สองนี่แหละ ดูแล้วกรี๊ดแตกมากๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง คือตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นภาพใยแมงมุมในป่าละเมาะเมืองหนาวที่มีน้ำค้างแข็งมาเกาะน่ะ ตอนแรกเราก็นึกว่า ใยแมงมุม+น้ำค้างแข็งนี่มันสวยจังเนาะ แต่พอภาพมันเปลี่ยนระยะโฟกัสหรืออะไรสักอย่าง แล้วเราเห็นชัดๆว่าใยแมงมุมนี้คืออะไร เราก็หวีดร้องมากๆ เราว่าฉากนี้คลาสสิคมากๆ ยกให้เป็นฉากที่ชอบที่สุดฉากหนึ่งในปีนี้ไปเลย

4.ส่วนครึ่งแรกของหนังนี่ก็งดงามดีนะ อาจจะชอบในระดับประมาณ A+20 คือฉากเปิดนี่ชอบมาก เราว่ามันเข้ากับจังหวะดนตรีมากๆ และหลังจากนั้นหนังก็ร้อยเรียงภาพวิวสวยงามต่างๆเข้าด้วยกันได้อย่างไหลลื่น ละมุนละไม เข้ากับจังหวะเพลง และก่อให้เกิดสุนทรียะทางอารมณ์มากพอสมควร ส่วนเสียง voiceover นั้นจริงๆแล้วเราฟังไม่ออกในบางช่วง เราก็เลยไม่ได้ตั้งใจฟังหรือนำมันมาขบคิดมากเท่าไหร่ แต่แค่ดูภาพ+การร้อยเรียงภาพในช่วงครึ่งแรก เราก็เพลินมากพอแล้ว

เราว่าช่วงครึ่งแรกของหนังนี่ทำให้เรานึกถึง “อนาลัยนคร” (2017, Taiki Sakpisit) โดยไม่ได้ตั้งใจนะ คือตอนดู “อนาลัยนคร” กับช่วงครึ่งแรกของหนังเรื่องนี้ เรานึกถึง “สวรรค์ลวง” น่ะ หรือภาพของ “ความสุขสงบร่มเย็น” ที่จริงๆแล้วเป็นมายา เพราะถ้ามองให้ดี ที่จริงแล้วมันคือนรก

แต่พอดูๆวิวเหล่านี้ใน THE LOST VOICE ไปสักระยะหนึ่ง เราก็เริ่มเบื่อ แต่พอเบื่อปุ๊บ หนังก็เริ่มตัดเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังทันที เหมือนรู้ใจคนดูเลย 555

5.ช่วงครึ่งหลังนี่ ตอนดูรอบแรกเราชอบแค่ในระดับ A+20 หรือ A+25 นะ คือเราอยากให้มันมีอะไรมากกว่านี้น่ะ คือตอนดูรอบแรกเราแอบคิดว่า ไอเดียในหนังมันน้อยไปหรือเปล่า มันมีแค่ footage กลุ่มนกหวีดหีหมานี่เท่านั้นเหรอ ทำไมไม่ด่ามันตรงๆไปเลยล่ะ ว่าช่วงปี 2014-2017 ที่ผ่านมา มันเกิดความเสียหายทั้งในด้านสิทธิเสรีภาพ และการโกงกินอะไรยังไงบ้าง หรือว่าชื่อเรื่อง THE LOST VOICE นี่ นอกจากจะหมายถึงการที่กลุ่มนกหวีดไม่ออกมาประณามความเลวร้ายของรัฐบาลทหารแล้ว ยังหมายถึงพวกเราเองที่ไม่สามารถวิจารณ์ความเลวร้ายของรัฐบาลทหาร “ได้อย่างปลอดภัย” ด้วย

6.แต่พอดูรอบสอง เราก็ชอบมากขึ้นในระดับ A+30 นะ คือไปๆมาๆพอดูช่วงครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้แล้วเรากลับไม่เบื่อเลย แต่กลับรู้สึกว่าจิตใจพลุ่งพล่านเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังเหล่าบรรดาบุคคลในหนังอย่างรุนแรงมากๆ 555 และเราว่าผู้ชมแต่ละคนคงรู้สึกแตกต่างกันไปแน่ๆ เพราะหนังมันไม่ได้ชี้นำอะไรเลย หนังมันปล่อยให้คนดูรู้สึกอะไรก็ได้กับฟุตเตจที่เห็น

คือเหมือนตอนเราดูรอบแรก เราเรียกร้อง “เนื้อหาสาระ” จากหนังน่ะ และเราก็เลยไม่ได้ชอบหนังแบบสุดๆตอนดูรอบแรก เพราะเรารู้สึกว่าช่วงครึ่งหลังของหนังมันไม่ได้เต็มเปี่ยมไปด้วย “เนื้อหาสาระ” แบบที่เราคาดหวังไว้

แต่พอเราได้ดูรอบสอง เราก็รู้แล้วว่า เราไม่ต้องไปคาดคั้นเอาเนื้อหาสาระจากมัน เราก็เลยปล่อย “อารมณ์” ของตัวเองอย่างเต็มที่ตอนเราดูรอบสอง และผลที่ได้ก็คือ อารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงต่อบรรดาบุคคลในหนัง 555


7.สรุปว่าเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆแหละ และก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนอื่นๆเวลาดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกอย่างไร เราว่าหนังที่มัน “ไม่ชี้นำ” อารมณ์หรือความคิดคนดูอย่างชัดเจนมากนักแบบหนังเรื่องนี้ มันคงสร้างปฏิกิริยาที่แตกต่างกันมากต่อผู้ชมแต่ละคนแน่ๆ และความสนุกอย่างหนึ่งจากหนังแบบนี้ก็คือการได้อ่านความคิดความเห็นของคนอื่นๆที่ไม่เหมือนกับเรา

Sunday, October 15, 2017

MALADY OF US (2017, Tanakit Kitsanayunyong, 10min, A+30)

MALADY OF US (2017, Tanakit Kitsanayunyong, 10min, A+30)
โรคของฉันเธอเขาท่านเหล่านั้น

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

1.ดีใจสุดๆที่คุณ Tanakit กลับมาทำหนังเปรี้ยงๆอีกครั้ง เพราะเราเคยชอบหนังของเขาเรื่อง QUOTATION MARK (อัญประกาศ) (2010) กับ HI-DEFINITION GIRL (หญิงสาวแห่งความคมชัด) (2011) มากๆ แต่หลังจากนั้นเขาก็แทบจะไม่ได้ทำหนังเปรี้ยงๆออกมาอีก และดูเหมือนจะหายสาบสูญไปจากวงการหนังสั้นเหมือนกับนักศึกษามหาลัยส่วนใหญ่ที่เลิกทำหนังสั้นไปหลังจบการศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เขาสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาก็เลยเป็นที่น่าดีใจมากสำหรับเรา

2.พอได้ดูเรื่องนี้แล้วก็ชอบสุดๆเลยนะ เพราะหนังเรื่องนี้มีความเป็นกวีที่เข้าทางเรามากๆ และมันก็ดูเหมือนจะสอดแทรกประเด็นการเมืองเข้ามาด้วย มันก็เลยไม่ใช่หนังกวีที่ลอยๆเป็นนามธรรม เพ้อถึงหญิงสาวและการทำหนังเพียงอย่างเดียว แต่มีประเด็นทางการเมืองมาช่วย shape ให้หนังดูไม่เบาหรือลอยฟุ้งจนเกินไป หรือดูมีอะไรที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ทำส่งโครงการ Ryuichi Sakamoto ที่มี Apichatpong Weerasethakul อยู่ในโครงการด้วยนะ และลักษณะข้างต้นที่เราบรรยายมา คือ ความเป็นกวี (หรือความเป็นหนังทดลอง) + ความเป็นการเมือง มันก็คือองค์ประกอบหลักของหนัง Apichatpong นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว คือมันมีองค์ประกอบหลักที่สามารถเทียบเคียงได้กับหนังของเจ้ย และเราว่าหนังมันก็ใช้เพลงของ Ryuichi Sakamoto ได้ดีด้วย คือ “อารมณ์” ของเพลงกับภาพมันไปด้วยกันได้ดีในระดับนึงน่ะ และ “จังหวะ” ของภาพกับเพลงก็ไปด้วยกันได้ดีในระดับนึงเช่นกัน

3.จุดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการใช้ภาพแบบ superimposition ในหลายๆซีน และมีการใช้ split screen มาด้วยในบางซีน รวมทั้งการใช้ text แทนเสียงของตัวละคร และเราก็ชอบการใช้ superimposition ในหนังเรื่องนี้มากๆ คือจริงๆแล้วมันเป็นเทคนิคที่เราชอบมากๆน่ะ แต่ส่วนใหญ่มันจะพบแค่ในหนังทดลองของบางคนเท่านั้น เพราะการ superimposition ส่วนใหญ่มันไม่ช่วยในการเล่าเรื่อง (ยกเว้นในหนังยุคเก่า ที่มีการ superimposition ใบหน้าตัวละครกับเหตุการณ์ที่อยู่ในความคิด/ความทรงจำของตัวละคร)  แต่มันเป็นเทคนิคที่ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงบรรยายไม่ถูกสำหรับเรา เวลาเราเห็นภาพเคลื่อนไหวสองหรือสามภาพซ้อนทับกัน และเราว่ามันเป็นหนึ่งในเทคนิคที่มีแต่สื่อภาพยนตร์เท่านั้นที่จะทำได้ดีน่ะ ในขณะที่สื่อวรรณกรรมทำแบบนี้ไม่ได้

คือการใช้ superimposition ที่เราชอบสุดๆ อาจจะพบได้ในหนังของ Peter Tscherkassky, Etant Donnes และ Wachara Kanha และเราก็แทบไม่เห็นผู้กำกับหนังไทยใช้เทคนิคนี้น่ะ เราก็เลยดีใจมากๆที่หนังเรื่องนี้นำเทคนิคนี้มาใช้ และใช้ได้ดีมากๆด้วย

4.เราว่า superimposition และ split screen ในหนังเรื่องนี้สร้างความประทับใจให้กับเราใน 3 ด้านหลักๆนะ

4.1 ความงาม
 คือเราว่าหลายๆซีนในหนังเรื่องนี้มันถ่ายมางามน่ะ แม้แต่ซีนที่ไม่ได้มี superimposition อย่างเช่นซีนหญิงสาวยืนข้างหน้าต่างที่มีผ้าม่านพลิ้วไหว แต่เวลาจะเอาซีน 2-3 ซีนมาวางซ้อนทับกัน มันยิ่งยากเข้าไปอีกในการจะทำให้มันออกมาดูงดงามเวลาซ้อนทับกันแล้ว แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำได้สำเร็จ คือซีนต่างๆเวลาซ้อนทับกันแล้วมันอาจจะไม่ได้ดู “งดงามมากขึ้น” ในทาง visual แต่มันก็ยังคงดูงดงามในระดับนึงอยู่ดีในหนังเรื่องนี้

4.2 ความหมาย          
เราว่าการซ้อนทับกันในบางซีนของหนังเรื่องนี้ คำนึงถึง “ความหมาย” เป็นหลัก มากกว่าความพยายามจะทำให้ภาพดู visually beautiful มากขึ้นเวลาซ้อนทับกันแล้วน่ะ ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากหนังของ Etant Donnes คือหนังของ Etant Donnes มัน superimposition กันหนักมาก แต่มันซ้อนทับกันแล้วมันยิ่ง “visually beautiful” แต่มันอาจจะไม่ได้เน้นการสร้างความหมายแบบในหนังเรื่องนี้น่ะ

คือในหนังเรื่องนี้ มีบางฉากที่เราว่ามัน superimposition แล้วมันกระตุ้นความคิดเราให้เราตีความน่ะ ไม่ว่าผู้กำกับจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อย่างเช่น

4.2.1 ฉากที่ภาพนกหวีดสีแดง, ศาลพระภูมิ กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซ้อนทับกัน 3 layers คือแค่เจอฉากนี้ตอนต้นเรื่อง เราก็กราบแล้ว ชอบมากๆที่คิดฉากแบบนี้ขึ้นมาได้ ส่วนผู้ชมแต่ละคนจะตีความฉากนี้อย่างไร ก็แล้วแต่ผู้ชมแต่ละคนจะตีความ

4.2.2  ฉากที่เราชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉาก รถยางแบนจอดอยู่ใต้ต้นเฟื่องฟ้า (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ซ้อนทับกับภาพวิวท้องถนนที่แล่นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และมี text พูดเรื่องการหยุดทุกสิ่งเมื่อเวลา 08.00 น.มาถึง

คือแค่ภาพรถยางแบนจอดอยู่ใต้ต้นเฟื่องฟ้า มันก็เป็นภาพที่เข้าทางเราสุดๆแล้วน่ะ เราว่าภาพนี้มันทรงพลังมากๆโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ภาพรถที่หมดสภาพแล้ว ไปต่อไปไม่ได้ และถูกทิ้งให้อยู่ใต้ธรรมชาติ แต่พอเอาภาพนี้มาซ้อนทับกับวิวท้องถนน มันก็เลยยิ่งทรงพลังขึ้นอีกหลายเท่า เพราะมันเป็นความขัดแย้งกันที่น่าสนใจมากๆ ความขัดแย้งกันระหว่างรถที่วิ่งไม่ได้ กับวิวท้องถนนที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆไม่หยุดหย่อน

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการซ้อนทับภาพรถยางแบนกับวิวท้องถนนเข้าด้วยกันสื่อถึงอะไร แต่เราว่ามันกระตุ้นความคิดมากๆ และโดยส่วนตัวนั้น เราคิดถึงประเทศชาติของเรา ประเทศชาติที่ระบบการปกครองเหมือนอยู่ในยุคเมื่อหลายสิบปีก่อน ยุคที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิมีเสียง และการพัฒนาทุกอย่างถูกหยุดเอาไว้ ในขณะที่เวลาและโลกทั้งใบกำลังก้าวรุดหน้าไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง ฉากรถยางแบนกับวิวท้องถนนก็เลยเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดในปีนี้ไปเลย

ประเด็นเรื่อง “การหยุดนิ่งของประเทศชาติ” นี้ อาจจะสื่อผ่านทางการหลับใหลของคนหลายๆคนในหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้อาจจะสอดคล้องกับหนังเรื่อง CEMETERY OF SPLENDOUR ด้วย

4.2.3 อีกฉากที่กระตุ้นความคิดเรามากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากที่มีการซ้อนทับภาพเมืองใหญ่จากระยะไกล กับภาพวงกลมหลากสีเข้าด้วยกัน คือในฉากนี้เราจะเห็นตึกต่างๆมากมายอยู่ริมขอบล่างของภาพ แต่ตรงจุดที่เราควรจะเห็นท้องฟ้าและพระอาทิตย์ลอยอยู่เหนือตึกต่างๆนั้น เรากลับเห็นวงกลมหลากสีแทน คือฉากนี้เราไม่รู้ว่ามันสื่อความหมายอะไร และภาพมันก็ไม่ได้ “สวย” แบบตามขนบด้วย แต่มันเป็นภาพที่เตะตาตรึงใจมากๆ และเราว่าการ superimposition ในฉากนี้มันกระตุ้นความคิดผู้ชมได้ดีมาก

4.3 ความเป็นกวี
คือเราว่าหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ พอมันซ้อนทับกันแล้วมันให้อารมณ์งดงามแบบกวีนะ คือมันเป็นการซ้อนทับกันแล้วเราไม่รู้ว่า “มันจะสื่อความหมายอะไร” และ “ภาพมันก็ไม่ได้ดูงดงามมากขึ้นด้วย” แต่มันเป็นการซ้อนทับกันแล้วก่อให้เกิดอารมณ์งดงามแบบกวีขึ้นมาน่ะ อย่างเช่นภาพกิ่งไม้ใบหญ้าเวลาซ้อนทับกับภาพอื่นๆในหนังเรื่องนี้  เราว่าหนังเรื่องนี้สร้างอารมณ์แบบกวีออกมาได้งดงามพอสมควรเลยทีเดียว และมันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ง่ายๆด้วย

คือมันมีหลายฉากในหนังเรื่องนี้ที่อาจจะเป็นการซ้อนภาพธรรมดาสองภาพเข้าด้วยกันน่ะ อย่างเช่นภาพคนนอนคุดคู้ที่ซ้อนทับกับภาพน้ำตก, ภาพคนนอนหลับบนโซฟาที่ซ้อนทับกับภาพต้นไม้ใบหญ้า ฯลฯ คือถ้าหากภาพเหล่านี้มันอยู่เดี่ยวๆ ไม่ถูกซ้อนทับกับภาพอื่นๆ เราก็อาจจะอ่านความหมายภาพพวกนี้แบบ literally ในตอนแรก อย่างเช่น “อ๋อ เราเห็นคนนอนคุดคู้”, “อ๋อ เราเห็นน้ำตก”, “เราเห็นน้ำวน”,”เราเห็นคนในอ่างอาบน้ำ” แล้วอาจจะพยายามหาทางเชื่อมโยงภาพที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเหล่านี้เข้าด้วยกัน แล้วถึงจะเกิดอารมณ์แบบกวีขึ้นมา

แต่พอภาพเหล่านี้ถูกซ้อนทับกันไปเลย มันก็เหมือนมันเกิดอารมณ์กวีขึ้นในฉากนั้นเลยโดยทันที เหมือนอารมณ์กวีมันทวีคูณเป็นสองเท่ากว่าวิธีการข้างต้น คือพอเราเห็นภาพราวเสื้อผ้าซ้อนทับกับภาพกิ่งก้านใบไม้ปุ๊บ หัวสมองเราจะรับรู้ภาพที่เห็นในทันทีว่า “มันไม่ได้ต้องการนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาแน่ๆ” หรือเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า เราเห็นประโยคที่แตกต่างกันสองประโยคเขียนซ้อนทับกันอยู่น่ะ และพอเราเห็นประโยคสองประโยคเขียนซ้อนทับกันอยู่ เราก็จะอ่านทั้งสองประโยคไม่ออก แต่จะต้องใช้อีกระบบหนึ่งในหัวหรือในจิตเราไปสัมผัสรสชาติ, อารมณ์ หรือความงามจาก “สิ่งที่เราอ่านไม่ออก” นั้นแทน และเราก็เรียกอารมณ์ของ “ความสุขที่ได้สัมผัสอะไรที่งดงามแต่อยู่เหนือความเข้าใจของเรา” นี้ว่าอารมณ์กวี และเราว่า superimposition ในหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ให้อารมณ์แบบนี้ คือจริงๆแล้วหลายๆฉากมันอาจจะมี “ความหมาย” ก็ได้นะ แต่พอเราตีความมันไม่ออก เราไม่รู้ว่า “น้ำ” ที่ปรากฏอยู่ในหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้สื่อถึงอะไรกันแน่ เราก็เลยหันไปจับอารมณ์กวีในหลายๆฉาก แทนที่จะพยายามตั้งหน้าตั้งตาตีความมัน

5.สาเหตุที่เราชอบฉาก “รถยางแบนใต้ต้นเฟื่องฟ้า” กับฉาก “วงกลมหลากสีเหนือหมู่ตึกในเมืองใหญ่” มากที่สุดในหนังเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นเพราะว่ามัน thought provoking มากๆทั้งสองฉากแล้ว ยังเป็นเพราะว่า มันดู unique หรือไม่คล้ายกับหนังเรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมาด้วย

คือจริงๆแล้วเราว่าหนังทั้งเรื่องนี้ถ่ายงามมาก ทรงพลังมากๆในหลายๆฉากน่ะ แต่ถ้าหากถามว่าทำไมเราชอบสองฉากข้างต้นมากที่สุด มันก็เป็นเพราะว่าฉากอื่นๆบางฉากในหนังเรื่องนี้ มันไปคล้ายกับหนังเรื่องอื่นๆโดยไม่ได้ตั้งใจน่ะ คือมันสวยหรือทรงพลังในตัวมันเองน่ะแหละ แต่พอมันไปคล้ายฉากที่เราเคยเห็นในหนังเรื่องอื่นๆมาแล้ว พลังของมันก็เลยลดลงไปหน่อยในสายตาของเรา

ตัวอย่างของฉากที่คล้ายกับหนังเรื่องอื่นๆโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็มีเช่น

5.1 ฉากแมงกะพรุน ที่ทำให้นึกถึง PULMO MARINA (2010, Aurelien Froment) และ IN APRIL THE FOLLOWING YEAR, THERE WAS A FIRE (2012, Wichanon Somumjarn)

5.2 ฉาก split screen ที่มีบันไดเลื่อนอยู่ตรงกลางในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง 12:12 (Youngjeong Oh) คือจริงๆสองฉากนี้มันก็ไม่ได้คล้ายกันมากนะ แต่หัวสมองเรามันเชื่อมโยงสองฉากนี้เข้าด้วยกันเองโดยอัตโนมัติน่ะ คือพอเห็นฉากบันไดเลื่อนในหนังเรื่องนี้ปุ๊บ หัวสมองของเราก็จะคิดทันทีว่า “เอ๊ะ เราเคยเห็นอะไรคล้ายๆกันนี้จากที่ไหนน้า” และเราว่าการที่หัวสมองของเราพยายามจับคู่ภาพจากหนังเรื่องต่างๆเข้าด้วยกันเองแบบนี้มันสนุกดี 555

5.3 การใช้ภาพ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” พร้อมกับมี text ที่ระบายความคิดถึงผู้หญิงคนนึงที่จากไป มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง “คิดถึงนะ เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการคนได้ยิน” (2015, Watcharapol Saisongkroh)

5.4 การใช้ภาพ “เมืองกลับหัว” ในช่วงท้ายหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง ON SACRED LAND (1983-1984, Peter Kennedy & John Hughes) ที่นำเสนอความพยายามของคนขาวในการ civilize ชาวอะบอริจินส์ในออสเตรเลีย

แต่ที่เราลิสท์ “ฉากต่างๆที่คล้ายกันโดยไม่ได้ตั้งใจ” มานี้ เราไม่ได้ต้องการจะบอกว่านี่คือ “ข้อเสีย” ของหนังเรื่องนี้นะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะสร้างหนังสักเรื่องขึ้นมา โดยที่ทุกซีนของหนังเรื่องนั้นต้องไม่ซ้ำกับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เคยสร้างขึ้นมาแล้วบนโลกนี้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ และเราก็ไม่สนับสนุนให้ใครทำแบบนั้นด้วย แต่ที่เราลิสท์ฉากต่างๆ 4 ฉากข้างต้นมานี้ เพราะเราว่ามันสนุกดีสำหรับเรา ที่หัวสมองของเรามันเชื่อมโยงหนังหลายๆเรื่องเข้าด้วยกันเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้กำกับไม่ได้ตั้งใจ และเราแค่ต้องการจะบอกว่า เพราะเหตุใดฉาก “รถยางแบนใต้ต้นเฟื่องฟ้า” กับฉาก “วงกลมหลากสีเหนือหมู่ตึกในเมืองใหญ่” ถึงเป็นฉากที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้เท่านั้นแหละ

6.อย่างไรก็ดี ถึงแม้เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ แต่มันก็อาจจะไม่ได้ติดอันดับหนึ่งประจำปีของหนังสั้นไทยที่เราได้ดูในปีนี้นะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดที่พัฒนาได้อีกน่ะ มันยังไม่ได้ “สุดยอด” ซะทีเดียวหากวัดจากอารมณ์ความรู้สึกของเรา

จุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้ “สุดยอด” ซะทีเดียวสำหรับเรา มันอาจจะเกิดจากการที่เรา “ตีความ” หนังเรื่องนี้ไม่ได้ในหลายๆฉากน่ะ เพราะฉะนั้นผู้ชมคนอื่นๆอาจจะไม่มีปัญหานี้เหมือนเราก็ได้ ถ้าหากผู้ชมคนนั้นตีความหนังเรื่องนี้ได้หมด

คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกเหมือนกับว่า “ความเป็นกวี” กับ “ความเป็นการเมือง” มันอาจจะส่งเสริมกันและกันก็จริง แต่บางทีมันก็อาจจะขัดแข้งขัดขากันเองด้วย

รอบแรกที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราพยายามจะตีความแต่ละฉากนะ แต่ก็พบว่าหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้เราตีความมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้รอบสอง เราก็เลยพยายามไม่ตีความมัน ลองปล่อยอารมณ์กับจิตของเราให้ไปกำซาบรสชาติความเป็นกวีจากหนังเรื่องนี้แทน แต่ก็พบว่ามันก็ "ไม่สุด” สำหรับเราน่ะ

เราก็เลยแอบตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเองว่า หรือว่าหนังเรื่องนี้มันอาจจะเป็น “ส่วนผสมที่ยังไม่ลงตัวที่สุด” สำหรับผู้กำกับคนนี้หรือเปล่า แต่สมมุติฐานของเราอาจจะผิดก็ได้นะ

คือเหมือนกับว่า อารมณ์กวีของหนังเรื่องนี้มันไปได้ไม่สุด เพราะมันถูกถ่วงด้วยเรื่องการเมืองมากเกินไป โดยเฉพาะในฉากที่ขึ้น text เรื่องเรือดำน้ำน่ะ คือแทนที่หนังเรื่องนี้จะสามารถสื่ออารมณ์กวีได้สุดๆ  “ความพยายามจะยัดสาระการเมือง” เข้าไปในหนัง กลับไปขัดแข้งขัดขาอารมณ์กวีในหนังเรื่องนี้ในบางครั้ง

หรือถ้าหากหนังเรื่องนี้จะนำเสนอประเด็นการเมือง การใช้วิธีการนำเสนอแบบเชิงกวีแบบนี้ มันก็ไปขัดขวางการนำเสนอประเด็นการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะผู้ชมหลายคนก็คงตีความไม่ได้

เราก็เลยรู้สึกว่า ถึงแม้เราจะชอบองค์ประกอบความเป็นกวีและความเป็นการเมืองในหนังเรื่องนี้ แต่มันก็เหมือนองค์ประกอบสองอย่างนี้ มันยังไม่ลงตัวแบบสุดๆซะทีเดียวน่ะ มันยังมีการขัดแข้งขัดขากันเองอยู่ และถ้าหากให้เราเดาเอาเอง เราว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้ลดความเป็นการเมืองลง และหันไปเน้นอารมณ์กวีมากขึ้นอีกหน่อย บางทีมันอาจจะออกมาลงตัวกว่านี้ก็ได้

คือเราว่าผู้กำกับแต่ละคนที่ทำหนังที่มี “ความเป็นกวี+ความเป็นการเมือง” อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน มันอาจจะต้องใช้ “สัดส่วน” ที่ต่างกันไปสำหรับแต่ละคนน่ะ แล้วหนังมันจะออกมาทรงพลังที่สุดสำหรับผู้กำกับคนนั้น ยกตัวอย่างเช่น

6.1 Apichatpong Weerasethakul + Chulayarnnon Siriphol เราว่าผู้กำกับสองคนนี้เหมือนทำหนังที่มีความเป็นกวี 50% มีความเป็นการเมือง 50 % แล้วอาจจะออกมาลงตัวมากๆ อย่างเช่น CEMETERY OF SPLENDOUR และ A BRIEF HISTORY OF MEMORY (2010, Chulayarnnon Siriphol)

6.2 Manasak Khlongchainan, Wachara Kanha และ Viriyaporn Boonprasert อาจจะเป็นแบบความเป็นกวี 70% และความเป็นการเมือง 30%  แล้วจะออกมาลงตัวมากๆ อย่างเช่น VR (2017, Manasak Khlongchainan), ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (2014, Wachara Kanha), HUNGARY MAN BOO (2012, Viriyaporn Boonprasert) คือเวลาดูหนังพวกนี้เราจะรู้สึกทึ่งกับความเป็นหนังทดลองของมันมากกว่าสารทางการเมืองที่เราได้รับจากหนัง

6.3 Taiki Sakpisit, Eakalak Maleetipawan, Somchai Tidsanawoot,  Sukrit Wongsrikaew เราว่าสี่คนนี้เหมาะจะทำหนังที่มีความเป็นกวี 90% และความเป็นการเมือง 10% แล้วจะออกมาลงตัวมากๆ อย่างเช่น อนาลัยนคร (2017, Taiki Sakpisit), BOYS ARE BACK IN TOWN (2015, Eakalak Maleetipawan), PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot), PUSSY’S THRONE (2016, Sukrit Wongsrikaew) คือเวลาดูหนังของ 4 คนนี้แล้ว เราจะแทบตีความมันไม่ออกเลย แม้จะรู้ว่ามันเป็นหนังการเมือง แต่หนังของ 4 คนนี้ก็ทรงพลังอย่างสุดขีดคลั่งอยู่ดี แม้เราจะตีความมันแทบไม่ออก

6.4 ผู้กำกับที่ตรงกันข้ามกับข้อ 6.3 อาจจะเป็น Patana Chirawong ที่กำกับหนังอย่าง ปราสาทเสือ (2016) ที่มีความเป็นการเมือง 90% และมีความเหวอ 10% แต่ก็ออกมาทรงพลังสุดๆเช่นกัน คือดูปราสาทเสือแล้วเราได้ข้อมูลเยอะ ได้ประเด็นเยอะ และก็มีฉากเหวอๆงงๆแทรกเข้ามาเล็กน้อย แต่มันก็ออกมาลงตัวในแบบของมันเองมากๆ

แต่เราว่าไอ้เรื่อง “ส่วนผสมที่ยังไม่ลงตัว” ใน MALADY OF US นี่มันก็เป็นแค่ความเห็นของเราคนเดียวน่ะแหละ ผู้ชมคนอื่นๆอาจจะมองว่ามันลงตัวอย่างสุดๆแล้วก็ได้ และเราเองก็รู้สึกแบบนี้กับหนังทดลองของนักศึกษาคนอื่นๆด้วย คือเรื่องแบบนี้มันต้องอาศัยการฝึกฝีมือ ทดลองทำหนังกันต่อไปเรื่อยๆน่ะแหละ แล้วอาจจะค้นพบส่วนผสมที่เหมาะกับตัวเองที่สุดหลังจากได้ทดลองทำหนังไปแล้วหลายเรื่อง

อย่างในปีนี้ หนังเรื่อง “ปัจจุบันผ่านพ้น” (2017, Yannawat Phuenudom, A+25) ก็ไม่ค่อยลงตัวในความเห็นของเรานะ คือมันมีความเป็นการเมืองที่ชัดเจน และมีความเป็นกวีสูงมากอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่เราว่ามันผสมกันออกมาแล้วลักลั่นยังไงไม่รู้ เราก็เลยยังไม่ได้ชอบ “ปัจจุบันผ่านพ้น” ในระดับ A+30


สรุปว่ายังไงก็ชอบ MALADY OF US อย่างสุดๆน่ะแหละ มันเป็นหนึ่งในหนังที่งดงามที่สุดที่เราได้ดูในปีนี้ และก็หวังว่าจะมีการผลิตหนังสั้นไทยแบบนี้ออกมาอีกเยอะๆนะ 

Wednesday, October 11, 2017

BOXING (1977, Ion Grigorescu, Romania, video installation, A+20)

BOXING (1977, Ion Grigorescu, Romania, video installation, A+20)

ชายหนุ่มเปลือยกายต่อสู้กับตัวเอง น่าสนใจดีที่ร่างของเขาร่างนึงค่อยๆเลือนจางลงเรื่อยๆขณะต่อสู้ แต่ยิ่งร่างนั้นเลือนจางมากเท่าไหร่ พลังของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น  เราดูแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิดีโอนี้สื่อถึงอะไร แต่มันทำให้เรานึกถึงเรื่องที่ว่า บางทีการต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น หรืออะไรบางอย่างที่เป็นนามธรรม (อย่างเช่นความคิดและความเชื่อของคน) อาจจะยากกว่าการต่อสู้กับอะไรที่เป็นรูปธรรมอย่างเช่นตัวคนคนนั้นในฐานะก้อนเนื้อที่มีจู๋ก็ได้


วิดีโอนี้ทำให้นึกถึงงานของ Maya Deren ด้วย

Tuesday, October 10, 2017

BLADE RUNNER 2049 (2017, Denis Villeneuve, A+30)

BLADE RUNNER 2049 (2017, Denis Villeneuve, A+30)

แปะไว้สั้นๆก่อน เพราะกูจะนอน 555 แต่สิ่งที่เขียนนี้ไม่เกี่ยวกับหนังนะ แต่เป็นสิ่งที่หนังทำให้เราคิด โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆนะ แต่เราจะไม่อินมากนักกับความรักของตัวละครน่ะ เรารู้สึกว่าหนังพยายามจะ "โปรแกรม" เราให้อินกับความรักของตัวละคร เหมือนที่มนุษย์พยายามโปรแกรมหุ่นยนต์ให้ตกหลุมรักกัน (หรือเปล่า เราไม่แน่ใจ) คือจุดที่เราชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้คือการที่หุ่นยนต์ไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนหนังทั่วไป แต่หุ่นยนต์กลับดูเหมือนมีอารมณ์ความรู้สึกมากๆ แล้วอะไรล่ะคือความเป็นมนุษย์ หรือว่าจริงๆแล้วอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างของมนุษย์ ก็เป็น “โปรแกรม” ที่ถูกอะไรบางอย่างกำหนดไว้

คือพอหุ่นยนต์ในเรื่องมันมีอารมณ์ความรู้สึกมากๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะตั้งคำถามต่ออารมณ์ต่างๆของเรา ทั้งที่มีต่อหนัง และต่อสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ว่าอารมณ์ของเรามันเกิดจาก "อิสระของความเป็นมนุษย์" หรือจริงๆแล้วมันเกิดจาก "ความทรงจำในอดีต" + "สิ่งเร้าจากภายนอกที่พยายามมา manipulate อารมณ์ของเรา"  อารมณ์ของเราที่ซาบซึ้งเมื่อเห็นหิมะ มัน “จริง” หรือมัน “ถูกโปรแกรมไว้ให้ซาบซึ้ง” อารมณ์สุขของเราที่เห็นเพื่อนๆเป่าเทียนวันเกิด มัน “จริง” หรือสังคมมาโปรแกรมให้เราต้องรู้สึกสุขใจเมื่อเห็นภาพแบบนี้ อารมณ์ของเราเมื่อเห็น “สาวสวยสง่า” เดินมา มัน “จริง” หรือมันถูกโปรแกรมไว้ว่า “เราควรจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นสาวสวยสง่าเดินมา” แล้วถ้าเรา "รู้สึก" ไปตามที่สิ่งเร้าต้องการ manipulate เรา เราก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้รู้สึกไปตามที่วางไว้หรือเปล่า อย่างเช่น ถ้าหากเรามีความ emotional มากๆต่อโฆษณาไทยประกันชีวิต เหมือนอย่างที่โฆษณาต้องการ เราก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ที่รู้สึกไปตามที่สิ่งเร้าต้องการหรือเปล่า มันเหมือนกับ “อารมณ์ความรู้สึก” บางอย่างของเรามันเป็นสิ่งที่ถูกโปรแกรมได้  แล้วถ้าหากผู้ทำโฆษณาหรือ propaganda เข้าใจ “โปรแกรมทางอารมณ์ความรู้สึก” ในมนุษย์ส่วนใหญ่ เขาก็สามารถ exploit มันได้ ทั้งอารมณ์รักและการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์  เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีอารมณ์ความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา หรือมีใครมาบอกให้เราทำอะไร หรือมีใครมาบอกให้เราเชื่อในอุดมการณ์อะไร แล้วเราทำไปตามนั้น เราก็ไม่ต่างอะไรจาก “หุ่นยนต์ที่คนอื่นมากดปุ่มเราให้มีอารมณ์, คิด และทำตามโปรแกรมที่วางไว้ “ หรือเปล่า

แต่ถ้าหากเรา resist ต่อสิ่งเร้าเหล่านี้ แล้วกลายเป็นรู้สึกอุเบกขา อทุกขมสุขตลอดเวลา เราก็จะเหมือนหุ่นยนต์ในหนังทั่วไปหรือเปล่า นั่นก็คือขาดซึ่งอารมณ์ความรู้สึกรุนแรงใดๆ แล้วอะไรคือความเป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็น

สรุปว่ายังคิดไม่ตกแต่อย่างใด แต่ note ไว้เล่นๆก่อน 555       

เอารูปจาก BLADE RUNNER 2049 กับ THE ASSASSIN มาปะทะกัน เพราะชอบตอนจบของหนังสองเรื่องนี้เหมือนๆกัน

Monday, October 02, 2017

BABY DRIVER (2017, Edgar Wright, A+30)

BABY DRIVER (2017, Edgar Wright, A+30)

1.เพิ่งได้ดู BABY DRIVER เราชอบสุดๆเลย เราชอบมากกว่า DRIVE (2011, Nicolas Winding Refn) และ TRUE ROMANCE (1993, Tony Scott) นะ เพราะเราไม่อินกับ "ความรัก" ใน DRIVE และ TRUE ROMANCE น่ะ ในขณะที่ BABY DRIVER นั้น เราว่าตัวละครมันไม่ค่อยเป็นมนุษย์เท่าไหร่ มันดูเป็น "สไตล์" มากๆ แต่พอดีเราอินกับ "สไตล์" ของหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ทั้งดนตรีประกอบ, สีสัน, สไตล์ภาพ เราก็เลยชอบมัน เหมือนหนังมันให้ความสำคัญกับ "สไตล์" และแทบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ "ความโรแมนติก" มากนักน่ะ มันก็เลยเข้าทางเรามากกว่า  เพราะเรามักจะไม่อินกับความโรแมนติกในหนังทำนองนี้อยู่แล้ว

2.แต่ถ้าเทียบกับหนังในแนวทางใกล้เคียงกัน เราก็อาจจะชอบในระดับน้อยกว่าหรือเท่ากับ THE DRIVER (1978, Walter Hill) และ MOTORWAY (2012, Cheang Pou-soi) นะ เหมือนหนัง 3 เรื่องนี้ดีไปกันคนละแบบน่ะ แต่ที่แน่ๆก็คือหนัง 3 เรื่องนี้ไม่เน้นความรักความโรแมนติกเหมือนกัน มันก็เลยเข้าทางเราทั้งสามเรื่องมากกว่าหนังโรแมนติกแบบ DRIVE

คือในขณะที่เราชอบสไตล์ของ BABY DRIVER มากๆ, เราก็อินกับตัวละครของ Isabelle Adjani ใน THE DRIVER มากๆ และชอบ “การฝึกวิชาขับรถ” ใน MOTORWAY มากๆน่ะ คือ MOTORWAY มัน treat การขับรถเหมือนการฝึกวิทยายุทธอย่างนึง และเราว่ามันเข้าทางเรามากๆตรงจุดนี้

3.อีกอย่างนึงที่ชอบสุดๆใน BABY DRIVER คือการที่เรารู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัวมันอันตรายมากๆน่ะ มันเดาไม่ถูกว่าตัวละครตัวไหนจะโหดที่สุดหรือโรคจิตที่สุด และเราจะรู้สึกอินสุดๆหรือตื่นเต้นสุดๆ เมื่อมันเป็น “สังคมคนเลวที่คนเลวปะทะกัน” น่ะ เพราะเราจะไม่อินกับ “การที่พระเอกปะทะคนเลวหลายๆคน”แต่เราจะอินกับ “คนเลวปะทะกันเอง” มากกว่า คือเราไม่รู้ว่าตัวละคร Buddy, Darling, Bats และ Doc (Kevin Spacey) จะลุกขึ้นมาฆ่ากันเองเมื่อไหร่ เราก็เลยรู้สึกสนุกและตื่นเต้นสุดๆกับอะไรตรงจุดนี้ด้วย แต่อารมณ์ตรงนี้มันก็จะ drop ลงตรงช่วงท้ายๆเรื่อง เพราะพอเข้าช่วงท้ายเรื่อง มันก็เป็น “พระเอกปะทะกลุ่มคนเลว” และไม่ได้เป็น “สถานการณ์ที่คนเลวอาจจะปะทะกันเอง” แบบในช่วงกลางๆเรื่อง

คือจุดนี้มันทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง TRIPLE 9 (2016, John Hillcoat, A+30) และ SMOKIN’ ACES (2006, Joe Carnahan, A+30) ที่มันเป็น “การปะทะกันของคนเลว” ที่ทำให้เรารู้สึกสนุกสุดขีดขณะที่ดูน่ะ คือเราชอบ TRIPLE 9 กับ SMOKIN’ ACES เพราะมันนำพาอารมณ์ตรงนี้ไปได้สุดทาง ส่วน BABY DRIVER นั้นอาจจะนำเสนออารมณ์ตรงนี้ได้เพียงในช่วงกลางๆเรื่อง แต่พอดี BABY DRIVER มันมีจุดเด่นที่ “สไตล์” เราก็เลยยังคงชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆอยู่ดี

4.อยากให้ BABY DRIVER ภาคสอง พระเอกกับพรรคพวกเกิดเสือกไปขโมยรถที่มีลูกของ Halle Berry นั่งอยู่ ก็เลยถูก Halle Berry ขับรถไล่ล่า และพระเอกก็ถูกตัวละครฆาตกรโรคจิต/นักขับรถ แบบ Stuntman Mike ใน DEATH  PROOF (2007, Quentin Tarantino) ขับรถไล่ล่าด้วย



Sunday, September 24, 2017

THE REASON

THE REASON (2017, Yingyong Wongtakee, A+30)
แด่เธอผู้เดียว – คนดูหนังที่ไม่มีวันหวนกลับมา

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

SPOILERS ALERT

1.มันคือคู่แฝดโดยไม่ได้ตั้งใจของหนังเรื่อง DIASPORA UTOPIA (2017, Supawit Buaket) จริงๆ เพราะหนังสองเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่คล้ายกันในหลายๆจุด แต่หนังสองเรื่องนี้เลือกที่จะเน้นในจุดที่แตกต่างกัน และดีกันไปคนละแบบ

องค์ประกอบที่คล้ายกันในหนังสองเรื่องนี้ก็มีเช่น

1.1 พระเอกทำงานในวงการภาพยนตร์ในกรุงเทพเหมือนกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยต้องกลับบ้านเกิดในต่างจังหวัดเหมือนกัน

1.2 พระเอกมีความหล่อน่ารักแบบบ้านๆ แบบไทยๆผิวคล้ำหน่อยๆเหมือนกัน ชอบมากเลยทั้งสองเรื่อง ฮิฮิ

1.3 พระเอกกลับมาเจอกับแก๊งเพื่อนเก่าเหมือนกัน แต่ DIASPORA UTOPIA จะให้ความสำคัญกับแก๊งเพื่อนเก่าค่อนข้างมาก เพราะ DIASPORA UTOPIA ต้องการนำเสนอ “ปัญหาสังคม” ผ่านทางบทสนทนาของแก๊งเพื่อนเก่านี้ ในขณะที่ THE REASON ไม่ได้มีประเด็นปัญหาสังคม เพราะฉะนั้นแก๊งเพื่อนเก่าในหนังเรื่องนี้ก็เลยทำหน้าที่เป็นแค่ตัวประกอบธรรมดาๆ

1.4 พระเอกกลับมาเจอกับ “สาวที่ตัวเองแอบชอบ” เหมือนกัน ซึ่งเป็นสาวที่มีฐานะดีกว่าพระเอกเหมือนกัน และพระเอกกับนางเอกได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆอยู่ด้วยกันเหมือนกัน

1.5 มีโรงหนังร้างในหนังทั้งสองเรื่องเหมือนกัน แต่โรงหนังร้างใน DIASPORA UTOPIA มีฐานะเป็นเพียงแค่ “ฉาก surreal” ในขณะที่โรงหนังร้างใน THE REASON กลายเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้

1.6 มีการพูดถึงหรือนำเสนอของดีท้องถิ่นเหมือนกัน โดย DIASPORA UTOPIA เหมือนจะนำเสนอฉากวิวทิวทัศน์ที่งดงามมากๆในจังหวัดกระบี่ ส่วน THE REASON มีการนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจในอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ DIASPORA UTOPIA จะให้ความสำคัญกับ landscape อย่างรุนแรงมาก ในขณะที่ THE REASON จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับ landscape มากนัก

2.เราว่าข้อดีของหนังสองเรื่องนี้แตกต่างกัน เพราะหนังทั้งสองเรื่องมันเน้นย้ำจุดที่แตกต่างกันนี่แหละ ข้อดีของ DIASPORA UTOPIA ก็คือ หนังมันให้ความสำคัญกับ “พื้นที่” มากๆ และมีการพูดถึงปัญหาสังคมในท้องถิ่น ส่วนข้อดีของ THE REASON ก็คือว่ามันพูดถึงการล่มสลายของธุรกิจโรงหนัง standalone และนำมันมาโยงกับความเจ็บปวดจากความไม่สมหวังในรักของตัวพระเอกได้ดีมากๆ

3.คือเราว่าจุดที่ดีที่สุดของ THE REASON คือการเลือกจบของหนังน่ะ คือระหว่างที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึงหนังสองเรื่องที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งก็คือ DIASPORA UTOPIA กับหนังที่คุณยิ่งยงนำแสดง ซึ่งก็คือเรื่อง THE YOUNG MAN WHO CAME FROM THE CHEE RIVER (2015, Wichanon Somumjarn) ที่เป็นเรื่องของ “การปรับตัวของพระเอกให้เข้ากับชีวิตในต่างจังหวัด” เหมือนกัน แล้วเราจะรู้สึกว่า THE REASON มันสู้ DIASPORA UTOPIA กับ THE YOUNG MAN WHO CAME FROM THE CHEE RIVER ไม่ได้ในแง่ความ cinematic น่ะ คือจริงๆแล้วเราก็ชอบวิธีการถ่ายในบางฉากของ THE REASON นะ แต่เรารู้สึกว่า DIASPORA UTOPIA กับหนังของวิชชานนท์ มันคิดซีนออกมาได้ cinematic กว่า หรือทรงพลังกว่า, บทสนทนาเปรี้ยงกว่า หรือมีความบาดอารมณ์กว่า

แต่พอดู THE REASON ถึงตอนจบ ความชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็พุ่งพรวดขึ้นมาในทันที เหมือนตอนจบมันโยงความเศร้าของพระเอกกับความเศร้าของโรงหนัง standalone เข้าด้วยกันได้ แล้วมันส่งต่อความเศร้านี้มาถึงคนดูได้ด้วย มันจี๊ดมากๆ เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้กับ DIASPORA UTOPIA มันดีกันไปคนละแบบ คือ DIASPORA UTOPIA มัน cinematic กว่า, มันมีปัญหาสังคม แต่มันขาดความเจ็บปวด ส่วน THE REASON มันมีความ “เจ็บปวด” ที่ส่งต่อมาถึงเราได้ เราก็เลยชอบ THE REASON มากๆ

4.ส่วนวิธีการถ่ายของหนังเรื่องนี้นั้น มันมีฉากที่เราชอบสุดๆสองฉากนะ

4.1 ฉากพระเอกเล่นดนตรีข้างร้าน 7-eleven แล้วกล้องถ่ายจากระยะไกลน่ะ เราว่าฉากนี้มันดูเป็น documentary ดี แล้วเราจะเผลอคิดไปเองว่า คนต่างๆที่เดินไปมาในฉากนี้มันอาจจะเป็นคนจริงๆที่เดินผ่านมาในฉากโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ไปๆมาๆ กลับกลายเป็นว่า คนที่เราคิดว่าเป็นคนจริงๆ กลับไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็นตัวละครในหนัง เราว่าวิธีการถ่ายฉากนี้มันเนียนมาก และมันหลอกเราได้สนิท
             
4.2 ฉากพระเอกนางเอกเดินคุยกันโดยลากยาว ไม่ตัดเลย เราว่าฉากนี้ถ่ายดีมาก มันเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองดีด้วย แต่น่าเสียดายตรงที่บทสนทนามันดูเหมือนยังไม่พีคแบบสุดขีดน่ะ คือบทสนทนามันเล่าชีวิตของตัวละครสองตัวนี้ได้ดีมากๆแล้ว แต่มันเหมือนยังขาดอารมณ์ซึ้งๆอะไรสักอย่างที่น่าจะใส่เข้าไปได้มากกว่านี้

5.ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ในฉากแรก เราจะนึกว่า “อ๋อ หนังเรื่องนี้ก็เป็นสารคดีเกี่ยวกับโรงหนังเก่าแบบ PHANTOM OF ILLUMINATION (Wattanapume Laisuwanchai) กับ PATTANIRAMA (2016,Suporn Shoosongdej) นั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากธนบุรีกับปัตตานี มาเป็นเพชรบูรณ์เท่านั้นเอง” แต่พอหนังใส่เรื่องราว fiction เข้ามาด้วย มันก็เลยช่วยสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับ THE REASON ได้ดีมาก และเราว่าวิธีการแบบนี้มัน work ดี คือถ้าหากมันเป็นสารคดีเพียวๆ มันก็อาจจะสู้ PHANTOM OF ILLUMINATION กับ PATTANIRAMA ไม่ได้ แต่พอมันเป็นหนังกึ่งสารคดีกึ่งฟิคชั่นแบบนี้ มันก็เลยสร้างความเป็นตัวของตัวเองได้ดีในระดับนึง